เว็บตัวอย่าง
เพื่อทดสอบระบบ


TAT License No. 11-06236

เที่ยวทั่วไทย ไปทั่วโลก
Username:
Password:

ลงทะเบียนเอเย่น  |  ลืมรหัสผ่าน
 
Australia
China
France
Germany
India
Italy
Japan
Macau
Myanmar
Nepal
Singapore
South Africa
Switzerland
Taiwan
Thailand
United Kingdom
Viet Nam

โปรโมชั่นทัวร์ ราคาพิเศษ

 






Sponsor

 
 

Bagan

 
   
ทะเลเจดีย์เมืองพุกามประเทศพม่า
 
   
ปุ๊บปาเจดีย์บนยอดเขาใกล้เมืองพุกาม
พุกาม (Bagan)
 

เป็นศูนย์กลางอาณาจักรพุกาม (Bagan Kingdom)ซึ่งเป็น อาณาจักรโบราณในช่วง พ.ศ. 1587- พ.ศ. 1830 พุกามเป็นอาณาจักรและราชวงศ์แห่งแรกในประวัติศาสตร์พม่าเดิมมีชื่อว่า ผิวคาม (แปลว่า หมู่บ้านของชาวผิว) เป็นเมืองเล็ก ๆ ริมทิศตะวันออกของแม่น้ำอิระวดี สภาพส่วนใหญ่เป็นทะเลทรายแห้งแล้ง เป็นที่อยู่ของชาวผิว ซึ่งเป็นชนพื้นเมือง ในปี พ.ศ. 1587 พุกามสถาปนาโดยพระเจ้าอโนรธามังช่อ มอญที่อยู่ทางใต้ได้สถาปนาชื่ออย่างเป็นทางการของพุกามว่า ตะริมันตระปุระ(หมายความว่า เมืองที่ปราบศัตรูราบคาบ)รอบ ๆ เมืองพุกาม มีหมู่บ้านเล็ก ๆ ชื่อ มินดาตุ ซึ่งเป็นเขตเมืองโบราณ 4 แห่ง ล้อมรอบอยู่ด้วย ในรัชสมัยพระเจ้าจันสิตากษัตริย์องค์ที่ 4 แห่งราชวงศ์พุกาม เป็นสมัยที่พระพุทธศาสนาเจริญรุ่งเรืองถึงขีดสุด มอญที่อยู่ยังหงสาวดีทางตอนใต้ ได้ทำสงครามชนะพุกามและครอบครองดินแดนของพุกามไว้ได้ พระองค์จึงรวบรวมชาวพม่าและชาวมอญบางส่วนตีโต้คืน จึงสามารถยึดพุกามกลับมาไว้ได้
พุกามเจริญรุ่งเรืองถึงขีดสุดทางด้านศิลปวิทยาการในสมัยพระเจ้าอลองสิทธู ใน พ.ศ. 1687 พระองค์ได้โปรดให้สร้างเจดีย์ชื่อ ตะเบียงนิว (แปลว่า เจดีย์แห่งความรู้) ซึ่งเป็นเจดีย์ที่สูงที่สุดในพุกามไว้ด้วยกษัตริย์องค์สุดท้ายแห่งราชวงศ์พุกาม คือ พระเจ้านรสีหบดี สร้างเจดีย์องค์สุดท้ายแห่งพุกามเสร็จเมื่อปี พ.ศ. 1819 และเมื่อสร้างเจดีย์องค์นี้เสร็จ ได้มีผู้ทำนายว่า อาณาจักรพุกามถึงกาลอวสาน ซึ่งต่อมาก็เป็นจริงดังนั้น เมื่อกองทัพมองโกลยึดครองและแบ่งดินแดนออกเป็น 2 มณฑล คือ
มณฑลเชียงเมียน โดยรวมรัฐทางเหนือของพม่าเข้าด้วยกันมีเมืองตะโก้ง เป็นศูนย์กลางภายใต้การปกครองของข้าหลวงจีน มีทหารมองโกลประจำ
มณฑลเชียงชุง อยู่ทางภาคใต้ของพม่า มีพุกามเป็นศูนย์กลางจนปี พ.ศ. 1834 จึงได้แต่งตั้งพระเจ้ากะยอชวา เป็นกษัตริย์ปกครองพุกาม ในฐานะประเทศราชของจีน
 

สถานที่ท่องเที่ยวพุกามประเทศพม่า
 
   
วัดอนันดา
วัดอนันดา(Ananda temple)
ตั้งอยู่ทางตะวันออกของกำแพงเมือง เป็นวัดสีขาว  เป็นงานสถาปัตยกรรมแบบมอญที่งดงามมาก สร้างเสร็จเมื่อปี 1091 พงศาวดาร ฉบับหอแก้ว  เล่าถึงการสร้างวัดอนันดาว่า วันหนึ่ง มีพระสงฆ์อินเดียแปดรูปมาบิณฑบาตที่พระราชวังพระเจ้าญาณสิทธา  และได้กราบทูลพระองค์ว่าพวกท่านเคยอาศัยอยู่ที่วัดถ้ำนันทมูลในเทือกเขาหิมาลัย พระเจ้าญาณสิทธาทรงชื่นชอบชาดกทางพุทธศาสนามาก จึงนิมนต์พระสงฆ์เหล่านี้ให้มารับบาตรที่พระราชวังทุกวันตลอดช่วงฤดูฝน  พระองค์จะได้สดับรับฟังเรื่องราวของดินแดนแถบนั้นให้เต็มอิ่ม
พระสงฆ์เหล่านี้ได้ใช้ฌานวิเศษบันดาลให้พระเจ้าญาณสิทธาทอดพระเนตรเห็นภาพวัดถ้ำนันทมูล ที่มีหิมะปกคลุมอยู่ทั่วไป ทำให้พระองค์ปลื้มปิติมาก ถึงขั้นมีบัญชาให้จำลองวัดนี้ขึ้นบนที่ราบอันร้อนและแห้งแล้งของพม่าภาคกลาง
 
 
เมื่อสร้างเสร็จ ก็งามเสียจนพระเจ้าญาณสิทธาเกรงว่าจะมีใครสร้างซ้ำ จึงมีรับสั่งให้ประหารชีวิตนายช่างทั้งหมด  ตามพิธีกรรมของพวกพราหมณ์ โครงสร้างของวัดอนันดา มีระเบียงทางเดินที่ไม่ซับซ้อน มีซุ้มประตูใหญ่สี่ซุ้มขนาดเท่ากัน ทุกด้านเปิดจากแนวกึ่งกลางกำแพงไปสู่ห้องคูหากลางวิหาร ด้านบนก่อเป็นแกนทึบสี่เหลี่ยมขึ้นไปรับกับส่วนยอด ที่แกนทึบแต่ละด้านทำรวงข้าวไปเป็นซุ้มพระขนาดใหญ่ ผนังแต่ละด้านยาว 53 เมตร โครงสร้างวิหารมีผังเป็นรูปสี่เหลี่ยมจตุรัส ในซุ้มพระมีพระพุทธรูปยืน จำหลักจากไม้สัก สูง 9.5  เมตร ประดิษฐานอยู่ทั้งสี่ซุ้ม แทนองค์พระอดีตพุทธเจ้าทั้งสี่ในกัปนี้ ที่หลังคาเจาะเป็นช่องเล็กๆ ให้ส่องแสงลงมาต้ององค์พระ พระพุทธรูปทางทิศเหนือ และใต้เป็นของที่มีอยู่แต่เดิม แต่ทางทิศตะวันออกกับตะวันตกเป็นองค์จำลองขึ้นแทนของเดิมที่ถูกพวกขโมยทำเสียหาย
 
 
   
วัดสัพพัญญู
วัดตั้ดปยิ่นยูพยา(Thatbyinnyu temple)
ตั้งอยู่ใจกลางเมือง ถัดจากวัดอนันดา มาทางตะวันตกเฉียงใต้ 500 เมตร  เป็นที่รู้จักกันในนาม “ วัดสัพพัญญูู” จัดเป็นวัดที่สูงที่สุดในเมืองปะกั่น (61 เมตร) ตั้งอยู่ภายในเขตกำแพงเมือง ถือเป็นแม่แบบของสถาปัตยกรรมพม่า
พระเจ้าอลองสิทธูทรงสร้างวัดนี้ขึ้นในกลางศตวรรษที่ 12  รูป ทรงคล้ายวัดอนันดา แต่แผนผัง ยาวกว่าด้านอื่นๆ ตัววิหารชั้นบนนั้นสร้างเป็นทรงสี่เหลี่ยม ขนาดเล็ก ด้านใน “กลวง” ซ้อนอยู่ บนวิหารชั้นล่างที่มีขนาดใหญ่กว่า นับเป็นเอกลักษณ์ ของวัดพม่าโดยเฉพาะ ต่างจากวัดมอญที่นิยมสร้างเป็นวิหารชั้นเดียว แกนกลางชั้นล่างนั้นก่อเป็นแกนทึบ เพื่อเป็นฐานรากรองรับโครงสร้างของวิหารชั้นบนซึ่งเป็นที่ประดิษฐานพระประธาน องค์พระหันหน้าไปทางทิศตะวันออกวิหารแต่ละชั้นมีหน้าต่างสองแถวซ้อนกัน ทำเป็นซุ้มจระนำ ภายในจึงสว่าง และมีลมพัดผ่าน เข้ามาได้
 
 
วิหารสองชั้นแรกเคยเป็นที่พำนัก ของบรรดาพระภิกษุ ชั้นสามเป็นที่ประดิษฐานพระพุทธรูป ชั้นสี่ทำเป็นหอพระไตรปิฏก ส่วนยอดที่ทำเป็นสถูปองค์ปรางค์นั้นใช้เป็นที่บรรจุพระบรมสารีริกธาตุ  ถ้าต้องการขึ้นไปชั้นบน ต้องใช้บันไดด้านในขึ้นไปยังลานทักษิณชั้นบนสุดสามชั้นที่รองรับปรางค์ยอดสิงขรและองค์สถูป มองออกไปจะเห็นวัดอนันดาและ ทิวทัศน์อันงดงามตระการตา
 
 
   
วัดธรรมยางจี

วัดธรรมยางจี ดัมมะหยั่นจี”(Dhammayangyi temple )
เป็นวัดที่พระเจ้านะระตู่ได้สร้างขึ้นด้วยทรงปริวิตกว่าผลกรรมจากการกระทำปิตุฆาตจะติดตามพระองค์ไปในชาติภพหน้า พระองค์จึงสร้างวัด แห่งนี้ขึ้นเพื่อล้างบาป ปัจจุบัน   วัดดัมมะหยั่นจี เป็นวัดที่ได้รับการอนุรักษ์เอาไว้ดีที่สุดในปะกั่น มีแผนผังคล้ายวัดอนันดา แต่ความประณีตกลมกลืนเทียบวัดอนันดาไม่ได้สะท้อนถึงบรรยากาศอันดำมืดมัวหม่นในยุคนั้น แต่ฝีมือการก่อศิลาต้องนับว่าเป็นเอกกล่าวกันว่าพระเจ้านะระตู่ทรงควบคุมดูแลการก่อสร้างด้วยพระองค์เอง ถ้าช่างวางเรียงศิลา ให้มีช่องพอให้สอดเข็มเข้าไปได้ แม้สักเล่มหนึ่ง ก็จะมีรับสั่งให้ประหารช่างผู้นั้นทันทีแต่วัดสร้างยังไม่ทันเสร็จ พระองค์ก็ถูกลอบปลงพระชนม์ ลงเสียก่อน เหตุเพราะทรงรับเอาสนมในรัชกาลก่อน มาเป็นนางห้ามของพระองค์เองอีกต่อหนึ่ง แต่ไม่โปรดฯ พิธีแบบฮินดู ของชายาองค์หนึ่งซึ่งเป็นธิดามหาราชาแห่งแคว้นปะแทกกะยาในอินเดีย จึงสั่งประหารนางเสีย

พระราชบิดาของนางทรงแค้นเคืองนักจึงส่งทหารมือดีแปดนายปลอมตัวเป็นพราหมณ์เดินทางไปเฝ้าพระเจ้านะระตู่ แล้วใช้ดาบปลงพระชนม์ขณะเข้าเฝ้าต่อหน้าพระพักตร์ก่อนฆ่าตัวตายเพื่อหลีกเลี่ยงการนองเลือด 
 
 
   
วัดติโลมินโล
 
วัดติโลมินโล (Htilo Minlo Temple)
ตั้งอยู่ห่างจากตัวเมืองมาทางตะวันออกเฉียงเหนือ 1.5 กม.  บนถนนที่ตัดไปเมืองหย่าวน์อู สร้างขึ้นเมื่อปี 1211 ตามบัญชา พระเจ้านันต่าว-มยา บันทึก พงศาวดารฉบับหอแก้ว กล่าวว่า พระองค์ทรงเป็นโอรสในพระเจ้านรปติสิทธู ซึ่งเกิดแต่นางห้ามผู้หนึ่ง และได้รับเลือกเป็นรัชทายาท หลังทำการเสี่ยงทายตามโบราณราชประเพณี กษัตริย์พระองค์ใหม่กับพระอนุชาทั้งสี่ได้จัดตั้งสภาเสนาบดีขึ้นบริหาร ราชการแผ่นดิน เรียกว่า สภาลู้ตต่อ และใช้เป็นชื่อรัฐสภาพม่าสืบมาจนถึงทุกวันนี้
 
 
 
   
เจดีย์มิงกะลาเชดี
 

เจดีย์มิงกะลาเชดี (Mingala Zedi)
เป็นพระเจดีย์หลวงองค์สุดท้ายที่สร้างขึ้นในยุคการสร้างวัด โดยสร้างขึ้นในปี 1284 ตามบัญชาของพระเจ้านราธิหะปติ ใช้เวลาสร้างหกปีเต็ม ถือเป็นสุดยอดของสถาปัตยกรรมในหมวดเจดีย์แบบบะหม่า องค์สถูปนั้นตั้งอยู่บนฐานทักษิณ สามชั้นที่ซ้อนกัน อยู่เหนือฐานไพฑีทรงสี่เหลี่ยม จัตุรัสอีกต่อหนึ่ง กึ่งกลางฐานแต่ละด้านมีบันไดทอดขึ้นไปยังชั้นที่อยู่สูงขึ้นไป และมรสถูปบริวารทรงหม้อน้ำตั้งประจำอยู่ที่มุมทั้งสี่ ของฐานแต่ละชั้น สถูปบริวารของฐานชั้นบนสุดมีขนาดใหญ่กว่าสถูป ของฐานชั้นล่างๆ และมีการทำแผ่นกระเบื้องดินเผา เล่าเรื่องชาดกต่างๆประดับเอาไว้ ตามฐานแต่ละชั้นด้วย แต่ส่วนใหญ่จะแตกหักเสียหายไปนานปีแล้ว ประตูทางขึ้นสู่องค์พระเจดีย์จะปิดล็อคกุญแจเอาไว้ตลอดเวลา
 

 
 
   
เจดีย์บูพยา
 

เจดีย์บูพยา (ฺีBupaya pagoda)
สร้างในสมัยพระเจ้าปยูซอตี (ค.ศ.162-243) กษัตริย์องค์ที่สามแห่งปะกั่น ตามตำนานาเล่าว่า พระองค์ทรงค้นพบวิธีกำจัดไม้เลื้อยชนิดหนึ่ง  ซึ่งเป็นพืชตระกูลเดียวกับน้ำเต้า มักขึ้นรกอยู่ตามริมฝั่งน้ำ พระเจ้าตะมุดะริด ปฐมกษัตริย์ แห่งปะกั่น จึงพระราชทานพระธิดาให้และยังแต่งตั้งพระองค์ให้เป็นรัชทายาทอีกด้วย พระเจ้าปยูซอตี จึงสร้างเจดีย์บูพยาขึ้นเป็นอนุสรณ์ด้วยเหตุนี้ และเจดีย์องค์นี้ก็ได้กลายเป็นแม่แบบของเจดีย์อื่นๆที่สร้างขึ้นในสมัยหลังอีกมากมาย องค์สถูปนั้นสร้างเป็นทรงน้ำเต้า  คล้ายเจดีย์ทิเบต  ฐานทำเป็นแนวกำแพงซ้อนกันหลายแถว ตระหง่านอยู่บนฝั่งเหนือลำน้ำอันกว้างใหญ่
 

 
 
   
เจดีย์ชเวซีโข่ง
 

เจดีย์ชเวซีโข่ง (ฺีShwezigon pagoda)
เป็นสถูปรูปแบบดั้งเดิมของพม่าสร้างขึ้นหลังพระเจ้าอโนรธา ขึ้นครองราชย์ เพื่อใช้่บรรจุพระบรมสารีริกธาตุ เป็นทั้งที่ประชุมสวดมนต์และศูนย์กลางของพุทธศาสนานิกายเถรวาทในปะกั่น
พระเจ้าอโนรธา ทรงเชื่อว่าตนเองเป็น  “พระมหาจักรพรรดิราช” จึงพยายามรวบรวมพระบรมสารีริกธาตุ มาไว้ด้วยกัน ทั้งพระรากขวัญ กับพระนลาต จากเมืองปยี่ พระเขี้ยวแก้วจำลองจากเมืองแคนดี และพระแก้วมรกตจากหยุนหนาน  จากนั้น ทรงปล่อยช้างเผือกที่อัญเชิญพระเขี้ยวแก้วมาจากลังกาออกไปเพื่อเสี่ยงทาย พญาช้างเผือกหยุดพำนักที่ตรงไหน ก็สร้างเจดีย์ชเวซีโข่งขึ้น ณ ตำแหน่งนั้น แต่สร้างฐานไปได้ แค่สามชั้น พระเจ้าอโนรธาก็สิ้นพระชนม์ลงเสียก่อนในปี 1077 พระเจ้าญาณสิทธาจึงสร้างต่อจนเสร็จสมบูรณ์ ในปี 1089


 

พระเจดีย์นี้ประกอบด้วยองค์ระฆังบนฐานทักษิณสามชั้น มีบันไดทอดขึ้นมาจากสี่ทิศ ถัดจากปล้องไฉนขึ้นไปเป็นฉัตรยอด มีเจดีย์บริวารตั้งอยู่ที่สี่มุมของฐานแต่ละชั้น มีแผ่นชาดกประดับอยู่โดยรอบ พระเจดีย์ประธานทำซุ้มสี่เหลี่ยม เป็นวิหารเล็กๆ เอาไว้ทั้งสี่ทิศ ภายในประดิษฐานพระพุทธรูปยืนแบบคุปตะ เบื้องซ้าย-ขวา ของซุ้มประตูทางเข้า ด้านทิศตะวันออกมีเสาหินสองต้น แต่ละต้นมีคำจารึกอยู่ทั้งสี่ด้าน บันทึกเรื่องราวการสร้างเจดีย์ในสมัยพระเจ้าญานสิทธา ทุกๆปีช่วงปลายเดือนพฤศจิกายนถึงต้นเดือนธันวาคม จะมีการจัดงานบุญฉลองพระเจดีย์
 
 
   
วัดมนูหะ
 

วัดมนูหะ(ฺีManuha temple)
ตั้งอยู่ทางตอนใต้ ของหมู่บ้านมยินกะบา พระเจ้ามนูหะทรงมีพระประสงค์จะสั่งสมบุญไว้สำหรับชาติภพหน้า จึงนำอัญมณีบางส่วนไปขายเอาเงินมาสร้างวัดแห่งนี้ขึ้นเมื่อปี 1059 แต่โครงสร้างวิหารค่อนข้างคับแคบ มีพระนอนหนึ่งองค์กับพระพุทธรูปนั่งอีกสามองค์เบียดเสียดกันอยู่ภายใน สะท้อนความคับแค้นพระทัยของกษัตริย์ชเลยพระองค์นี้ได้เป็นอย่างดี วัดมนูหะแตกต่างจากวัดมอญส่วนใหญ่ตรงที่วิหารสร้างซ้อนกันเป็นสองชั้น แต่ชั้นบนพังลง มาทับพระพุทธรูปในชั้นล่างเพราะแผ่นดินไหวในปี 1975 และเพิ่งมาบูรณะ แล้วเสร็จในปี 1981 ที่มุมด้านหนึ่งของวัดได้ตั้งศาลบูชามหาคีรีนัตเอาไว้ด้วย


 

 
อ้างอิง:วิกีพีเดียสารานุกรมเสรีี์,tp://myanmartravelinformation.com,หนังสือหน้าต่างสู่โลกกว้าง อาณาจักรพุกาม ประเทศพม่า